
วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์
หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์แม้คอมพิวเตอร์ดูเหมือนว่ามีความซับซ้อนมากน้อยเพียงไรแต่เราสามารถแบ่งการทำงานของเครื่องได้เป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้ รับข้อมูล (Input) เป็นส่วนที่ทำหน้าที่รับคำสั่งจากผู้ใช้เข้าไปในเครื่องโดยผ่านอุปกรณ์ เช่น คีบอร์ด เมาส์ จอยสติ๊ก เป็นต้น ประมวลผล จะทำการประมวลข้อมูลตามคำสั่งที่ได้รับ โดยหน่วยประมวลผลที่มีชื่อเรียกว่า ซีพียู (CPU: Central Processing Unit) นั้นเปรียบได้เหมือนป็นสมองของคอมพิวเตอร์ ซึ่งสมรรถนะของเครื่องจะขึ้นกับความเร็วในการทำงานของหน่วยประมวลผล สำหรับชุดคำสั่งที่ป้อนให้หน่วยประมวลผลนั้นเรียกว่าโปรแกรม ซึ่งเป็นชุดคำสั่งที่ให้คอมพิวเตอร์ทำหน้าที่บางอย่างเฉพาะเจาะจง แสดงผล เป็นส่วนที่แสดงหรือส่งข้อมูลที่ได้จากการประมวลผลให้ผู้ใช้ ซึ่งอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่นี้ ได้แก่ จอภาพ (แสดงภาพหรือข้อความ) ลำโพง(ส่งเสียง) เป็นต้น นอกจากการทำงานของเครื่อง 3 ขั้นตอน ยังมีส่วนประกอบสำคัญได้แก่ หน่วยความจำ (Memory) ในเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งมีหน่วยความจำสำหรับพักข้อมูลที่ต้องนำมาใช้ในการประมวลผล โดยรูปแบบการเก็บข้อมูลในเครื่องนั้นมีหน่วยเป็นบิต ที่มีค่าได้เพียง 2 ค่าคือ0 หรือ 1 เท่านั้น เมื่อเรานำข้อมูลมาเรียงต่อกันหลายบิต ก็จะทำให้เราสามารถแทนค่าได้มากขึ้น โดยข้อมูลที่มีขนาด 8 บิต มีชื่อเรียกว่า ไบต์ เราใช้หน่วยไบต์ในการวัดขนาดของหน่วยความจำในเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยเรามักได้ยินคำ เช่น กิโลไบต์ ,เมกะไบต์และกิกะไบต์ เราสามารถแสดงการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นผังแบบง่ายๆได้ดังรูป
โยเกิร์ต นมเปรี้ยวมหัศจรรย์

โยเกิร์ต นมเปรี้ยวที่คนไทยรู้จักในรูปแบบต่างๆ อาจจะไม่ใช่นมเปรี้ยวที่เรากำลังจะกล่าวถึงเพราะ โยเกิร์ตหรือนมเปรี้ยวที่ดีจะต้องมีแบคทีเรียที่ยังมีชีวิตอยู่ จุดประสงค์ของการรับประทานนมเปรี้ยวที่ถูกต้องคือ การรับประทานแบคทีเรียที่ยังมีชีวิตจำนวนมาก(ประมาณ หมื่นล้านต้วต่อกรัม)เพื่อหวังผลต่อสุขภาพ
ส่วนนมเปรี้ยวที่เราหาซื้อกันในท้องตลาดทำขึ้นโดยมีการปรุงแต่งรสชาติให้อร่อย บางชนิดไม่สมควรเรียกว่าโยเกิร์ตเสียด้วยซ้ำเพราะนำไปพาสเจอร์ไรซ์(ฆ่าเชื้อที่อุณหภูมิสูง)และนำมาบรรจุกล่อง ที่จริงน่าจะเรียกว่าซากโยเกิร์ต บางชนิดก็มีการใส่น้ำตาลมากจนน่าสงสัยว่าท่านจะได้ประโยชน์ได้เต็มที่หรือไม่ บางชนิดก็มีการเจือจางจนปริมาณแบคทีเรียเหลืออยู่น้อยมาก
แบคทีเรียที่ดีในโยเกิร์ต ได้แก่ แลคโตบาซิลัส เอซิโดฟิลลัส( Lactobacillus acidophillus) แลคโตบาซิลัส บัลการิคัส ( Lactobacillus bulgaricus) และ สเตรปโตคอคคัส เทอร์โมฟิลลัส ( Streptococcus thermophillus)
โยเกิร์ตสามารถ ทำได้จากนมชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นมสด นมพร่องมันเนย หรือ นมถั่วเหลือง โดยการใช้แบคทีเรีย แลคโตบาซิลัส เอซิโดซิส และ สเตรปโตคอคคัส เทอร์โมฟิลลัส เป็นหลักใส่ลงไปหมักผลิตภัณฑ์นมต่างๆ แบคทีเรียเหล่านี้ช่วยย่อยน้ำตาลแลคโตสในนมให้เป็นกรดแลคติคทำให้มีภาวะกรดและมีรสเปรี้ยว
ดังนั้นโยเกิร์ตที่ดีควรทำจากนมชนิดต่างๆและแบคทีเรียที่ดีเท่านั้น ไม่ควรมีส่วนผสมอย่างอื่นเข้าไปเจือปน ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาล สี สารเจลาติน รสสังเคราะห์ ส่วนผสมเหล่านี้ล้วนทำให้คุณค่าของโยเกิร์ตด้อยลง แม้ว่าเราอาจจะไม่คุ้นเคยต่อรสโยเกิร์ตธรรมชาติ แต่ขอให้คำนึงถึงประโยชน์ที่จะได้รับ ท่านก็จะสามารถรับประทานโยเกิร์ตธรรมชาติด้วยความสบายใจและอร่อย
คุณประโยชน์จากโยเกิร์ต
1. โยเกิร์ตย่อยง่าย เพราะน้ำตาลแลคโตสเป็นตัวหลักที่ทำให้เกิดการแพ้นมหรือท้องเสียถูกเปลี่ยนเป็นกรดแลคติกที่ย่อยง่าย นอกจากนนี้แบคทีเรียในโยเกิร์ตยังมีเอนไซม์ช่วยย่อยโปรตีนนม เคซีน ซี่งเป็นโปรตีนย่อยยาก ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมได้ง่ายขึ้น ลดปัญหาภูมิแพ้ต่อน้ำตาลแลคโตสและ โปรตีนเคซีน
2. เสริมสร้างภูมิคุ้มกันและช่วยยับยั้งจุลชีพที่ไม่เป็นมิตรในลำไส้ กรดแลคติคจะช่วยต่อต้านจุลชีพที่อาจให้โทษต่อร่างกายเช่น เชื้อซัลโมเนลา (Salmonella typhidie) อี โคไล ( E. Coli) โคลินแบคทีเรีย( Corynebacteria diphtheriae) ทำให้เชื้อเหล่านี้ไม่สามารถทำอันตรายต่อร่างกายได้ เราควรจะรับประทานโยเกิร์ตอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้มีกลุ่มแบคทีเรียที่ดีอาศัยอยู่ภายในลำไส้
3. เป็นแหล่งวิตามิน บี โดยเฉพาะวิตามิน บี1(ไรโบฟลาวิน) แบคทีเรียในโยเกิร์ตยังช่วยสังเคราะห์วิตามิน บีและวิตามิน เค ในลำไส้
4. ช่วยรักษาโรค ท้องเสีย ท้องเดิน และแผลในกระเพาะ จากการวิจัยพบว่าผู้ป่วยเด็กหายจากอาการท้องเสียเร็วขึ้น หลังจากได้รับประทานโยเกิร์ต
5. ช่วยทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมดีขึ้น กรดแลคติคในโยเกิร์ตช่วยทำให้การย่อยแคลเซียมในนมดีขึ้นและทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมง่ายขึ้น
6. เป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี ในโยเกิร์ตจะมีโปรตีนมากกว่าในนม 20% และยังเป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย ร่างกายสามารถดูดซึมไปใด้ด
7. ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ แลคโตบาซิลัสช่วยควบคุมปริมาณโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือดได้
8. ช่วยป้องกันมะเร็ง แลคโตบาซิลัสสามารถจับกับสารก่อมะเร็ง สามารถจับกับโลหะหนัก และกรดน้ำดีซึ่งมีพิษ แลคโตบาซิลัสช่วยยับยั้งกลุ่มแบคทีเรียในลำไส้ที่สร้างสารไนเตรทได้ (สารในเตรทเป็นสารก่อมะเร็งตัวหนึ่ง) และแลคโตบาซิลัสยังช่วยเปลี่ยนสารฟลาโวนอยด์จากพืชให้เป็นสารต้านมะเร็งได้
ส่วนนมเปรี้ยวที่เราหาซื้อกันในท้องตลาดทำขึ้นโดยมีการปรุงแต่งรสชาติให้อร่อย บางชนิดไม่สมควรเรียกว่าโยเกิร์ตเสียด้วยซ้ำเพราะนำไปพาสเจอร์ไรซ์(ฆ่าเชื้อที่อุณหภูมิสูง)และนำมาบรรจุกล่อง ที่จริงน่าจะเรียกว่าซากโยเกิร์ต บางชนิดก็มีการใส่น้ำตาลมากจนน่าสงสัยว่าท่านจะได้ประโยชน์ได้เต็มที่หรือไม่ บางชนิดก็มีการเจือจางจนปริมาณแบคทีเรียเหลืออยู่น้อยมาก
แบคทีเรียที่ดีในโยเกิร์ต ได้แก่ แลคโตบาซิลัส เอซิโดฟิลลัส( Lactobacillus acidophillus) แลคโตบาซิลัส บัลการิคัส ( Lactobacillus bulgaricus) และ สเตรปโตคอคคัส เทอร์โมฟิลลัส ( Streptococcus thermophillus)
โยเกิร์ตสามารถ ทำได้จากนมชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นมสด นมพร่องมันเนย หรือ นมถั่วเหลือง โดยการใช้แบคทีเรีย แลคโตบาซิลัส เอซิโดซิส และ สเตรปโตคอคคัส เทอร์โมฟิลลัส เป็นหลักใส่ลงไปหมักผลิตภัณฑ์นมต่างๆ แบคทีเรียเหล่านี้ช่วยย่อยน้ำตาลแลคโตสในนมให้เป็นกรดแลคติคทำให้มีภาวะกรดและมีรสเปรี้ยว
ดังนั้นโยเกิร์ตที่ดีควรทำจากนมชนิดต่างๆและแบคทีเรียที่ดีเท่านั้น ไม่ควรมีส่วนผสมอย่างอื่นเข้าไปเจือปน ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาล สี สารเจลาติน รสสังเคราะห์ ส่วนผสมเหล่านี้ล้วนทำให้คุณค่าของโยเกิร์ตด้อยลง แม้ว่าเราอาจจะไม่คุ้นเคยต่อรสโยเกิร์ตธรรมชาติ แต่ขอให้คำนึงถึงประโยชน์ที่จะได้รับ ท่านก็จะสามารถรับประทานโยเกิร์ตธรรมชาติด้วยความสบายใจและอร่อย
คุณประโยชน์จากโยเกิร์ต
1. โยเกิร์ตย่อยง่าย เพราะน้ำตาลแลคโตสเป็นตัวหลักที่ทำให้เกิดการแพ้นมหรือท้องเสียถูกเปลี่ยนเป็นกรดแลคติกที่ย่อยง่าย นอกจากนนี้แบคทีเรียในโยเกิร์ตยังมีเอนไซม์ช่วยย่อยโปรตีนนม เคซีน ซี่งเป็นโปรตีนย่อยยาก ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมได้ง่ายขึ้น ลดปัญหาภูมิแพ้ต่อน้ำตาลแลคโตสและ โปรตีนเคซีน
2. เสริมสร้างภูมิคุ้มกันและช่วยยับยั้งจุลชีพที่ไม่เป็นมิตรในลำไส้ กรดแลคติคจะช่วยต่อต้านจุลชีพที่อาจให้โทษต่อร่างกายเช่น เชื้อซัลโมเนลา (Salmonella typhidie) อี โคไล ( E. Coli) โคลินแบคทีเรีย( Corynebacteria diphtheriae) ทำให้เชื้อเหล่านี้ไม่สามารถทำอันตรายต่อร่างกายได้ เราควรจะรับประทานโยเกิร์ตอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้มีกลุ่มแบคทีเรียที่ดีอาศัยอยู่ภายในลำไส้
3. เป็นแหล่งวิตามิน บี โดยเฉพาะวิตามิน บี1(ไรโบฟลาวิน) แบคทีเรียในโยเกิร์ตยังช่วยสังเคราะห์วิตามิน บีและวิตามิน เค ในลำไส้
4. ช่วยรักษาโรค ท้องเสีย ท้องเดิน และแผลในกระเพาะ จากการวิจัยพบว่าผู้ป่วยเด็กหายจากอาการท้องเสียเร็วขึ้น หลังจากได้รับประทานโยเกิร์ต
5. ช่วยทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมดีขึ้น กรดแลคติคในโยเกิร์ตช่วยทำให้การย่อยแคลเซียมในนมดีขึ้นและทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมง่ายขึ้น
6. เป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี ในโยเกิร์ตจะมีโปรตีนมากกว่าในนม 20% และยังเป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย ร่างกายสามารถดูดซึมไปใด้ด
7. ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ แลคโตบาซิลัสช่วยควบคุมปริมาณโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือดได้
8. ช่วยป้องกันมะเร็ง แลคโตบาซิลัสสามารถจับกับสารก่อมะเร็ง สามารถจับกับโลหะหนัก และกรดน้ำดีซึ่งมีพิษ แลคโตบาซิลัสช่วยยับยั้งกลุ่มแบคทีเรียในลำไส้ที่สร้างสารไนเตรทได้ (สารในเตรทเป็นสารก่อมะเร็งตัวหนึ่ง) และแลคโตบาซิลัสยังช่วยเปลี่ยนสารฟลาโวนอยด์จากพืชให้เป็นสารต้านมะเร็งได้
วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
แม่มด


ข้อคิดดีๆ นิทานเรื่อง.. แม่มด
นิทานเรื่อง....เเม่มด *** ถ้าเป็นคุณ จะเลือกแบบไหน ดีมากๆ ...อ่านให้จบนะ *** กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว.....อาเธอร์ถูกจับและจะประหารชีวิต แต่กษัตริย์เสนอให้เขาเป็นอิสระ ถ้าหากเขาสามารถตอบปัญหาแสนยากข้อหนึ่งได้ถูกต้อง อาเธอร์มีเวลาหาคำตอบ 1 ปีเต็ม ถ้าเขาตอบไม่ได้.. เขาก็จะถูกประหาร "คำถามนั้นคือ .... สิ่งที่ผู้หญิงต้องการจริงๆ คืออะไร ?" ปัญหาดังกล่าวช่างยากเย็นจนแม้นักปราชญ์ที่ฉลาดก็ยังงุนงง เขากลับไปยังอาณาจักรของเขาและ เริ่มหาคำตอบจากทุกผู้คน แต่ไม่มีใครให้คำตอบที่น่าพอใจได้ คนส่วนมากจะแนะนำให้เขาไปปรึกษาเรื่องนี้กับยายแม่มดแก่ ซึ่งน่าจะเป็นผู้เดียวที่จะรู้คำตอบ แต่ราคาค่าปรึกษาคงจะแสนแพง แล้ววันสิ้นปีก็มาถึง อาเธอร์ไม่มีทางเลือกอื่น แม่มดตกลงจะให้คำตอบแต่อาเธอร์ต้องยอมรับเงื่อนไขแลกเปลี่ยนก่อน นังแม่มดต้องการแต่งงานกับกาเวน อัศวินผู้ทรงเกียรติสูงสุดของเหล่าอัศวินโต๊ะกลม และเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดของอาเธอร์ อาเธอร์หนุ่มถึงกับสยองขวัญ เพราะยายแก่หลังโกงเหม็นก็เหม็น มีฟันเหลือซี่เดียว ตัวก็เหม็นเหมือนถังส้วม ชอบทำเสียงประหลาดน่ารังเกียจ เขาปฏิเสธที่จะให้เพื่อนรักแต่งงานกับหล่อน
ฝ่ายกาเวนพอได้รับรู้ถึงข้อเสนอนั้น เขายอมแต่งงานเพื่อชีวิตของอาเธอร์ และการดำรงอยู่ของอัศวินโต๊ะกลม และยายแม่มดก็ให้คำตอบต่อคำถามของอาเธอร์ "สิ่งที่ผู้หญิงต้องการจริงๆ ก็คือการได้เป็นตัวของตัวเอง" ทุกคนทราบได้ทันทีว่าแม่มดได้กล่าวอมตะวาจาอันยิ่งใหญ่ และอาเธอร์ก็รอดพ้นจากการประหารแน่นอน และก็เป็นเช่นนั้นจริง แต่ทว่า........งานแต่งงานของกาเวนกับนังแม่มดช่างเหลือรับจริงๆ กาเวนสง่าผ่าเผยเช่นปกติทั้งสุภาพอ่อนน้อม ส่วนฝ่ายนังแม่มดเฒ่านั้นออกลายนิสัยเลวสุดเดช ทั้งกินมูมมามด้วยสองมือ ทั้งเรอ ทั้งตด ทุกผู้คนต่างรู้สึกอึดอัด และแล้วยามค่ำของวันส่งตัวก็มาถึง กาเวนได้ปลอบตนเองพร้อมรับคืนสยองเขาก้าวเขาสู่ห้องนอนวิวาห์ ช่างไม่เชื่อสายตาตนเอง!!!! หญิงสาวแสนสวยที่สุดที่เคยพบพาน นอนรออยู่เบื้องหน้า กาเวนงุนงง ???? สาวแสนสวยเฉลยว่า... เพราะกาเวนช่างแสนดีกับหล่อน (เมื่อยามเป็นแม่มด) ดังนั้นครึ่งหนึ่งของวัน เธอจะอยู่ในสภาพพิกลพิการน่ารังเกียจ ส่วนอีกครึ่งหนี่งของวัน เธอจะอยู่ในร่างแสนสวยนี้ กลางวันเขาอยากให้เธอเป็นแบบไหน กลางคืนอยากให้เป็นแบบไหน? เป็นคำถามที่ช่างโหดร้าย!!! กาเวนเริ่มคิดไตร่ตรอง หญิงสาวสวยยามกลางวันเพื่ออวดต่อเพื่อนฝูง แต่กลางคืนเมื่ออยู่สองต่อสอง เป็นยายแม่มด? หรือว่าเขาควรจะเลือกยายแม่มดตอนกลางวัน แล้วได้สาวสวยเพื่อเริงระบำยามค่ำคืนดี?? เป็นคุณหล่ะ.. คุณจะเลือกอย่างไร ??? .... เอาล่ะ..เมื่อได้คำตอบของคุณแล้ว อ่านคำตอบของกาเวนที่อยู่ข้างล่างนี้ กาเวนตอบว่า "เขาขอมอบให้เธอเป็นผู้ตัดสินใจเลือกเอง" เมื่อเธอได้ยินดังนั้น เธอจึงประกาศก้องว่าเธอจะสวยตลอดเวลา เพราะเขาได้ให้ความเคารพและให้เธอเป็นตัวของตัวเองนิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า... 1. ผู้หญิงไม่ว่าจะสวยหรือจะน่าเกลียด ลึกๆ ข้างในเธอก็คือ แม่มด 2. ผู้หญิงจะกลายร่างเป็นแม่มด หรือเป็นสาวแสนสวยเมื่อไหร่นั้นขึ้นอยู่กับความประพฤติของผู้ชาย!!!
ศัลยกรรมสไตล์เกาหลีฮิต!!!!!

ศัลยกรรมสไตล์เกาหลีฮิต วัยรุ่นแห่เลียนแบบ!!
สวยด้วยมีดหมอ ไม่ได้เป็นกระแสฮอตเฉพาะในหมู่แวดวงคนบันเทิง ดารา นางแบบ นักร้อง หรือนางงาม ที่ต้องหากินอยู่กับความสวยความงามเท่านั้น แต่ทุกวันนี้ กระแสนิยมการทำศัลยกรรมเสริมความงาม กำลังแพร่ระบาดไปทั่วทุกวงการ ไม่เว้นแม้แต่วัยรุ่นวัยทีน ที่ร่ำร้องอยากสวยใสแบบสาวเกาหลี...ซะเหลือเกิน!!
คำยืนยันจากศัลยแพทย์มือหนึ่งของเมืองไทย นพ.ปรีชา เตียวตรานนท์ หัวหน้าทีมศัลยแพทย์ตกแต่ง แผนกศัลยแพทย์ตกแต่ง โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ฉายให้เห็นแนวโน้มว่า สมัยก่อนการทำศัลยกรรมยังจำกัดอยู่ในกลุ่มแวดวงบันเทิง รวมถึงสาวประเภทสอง แต่ระยะหลังมานี้ ความนิยมในการทำศัลยกรรมเริ่มแพร่กระจายไปในกลุ่มสาวทำงาน มีจำนวนมากที่เก็บเงินเก็บทองมาทำตาสองชั้น, เสริมจมูก และที่น่าแปลกใจคือ ในระยะ 10 ปีมานี้ สาวไทยนิยมทำหน้าอกเพิ่มความอึ๋มกันเยอะขึ้นมาก จาก 0% พุ่งขึ้นเป็น 100% เพียงแต่ยังปกปิดเป็นความลับ เพราะถือเป็นจุดที่น่าอายที่สุด
ไม่เฉพาะแต่สาวทำงานเท่านั้น แม้แต่กลุ่มวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ก็หันมานิยมการทำศัลยกรรม!! คุณหมอปรีชา เล่าว่า ในช่วง 2-3 ปีนี้ มีเด็กวัยรุ่นมาทำศัลยกรรมกับหมอเยอะมาก แต่กลุ่มนี้จะค้นคว้าหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตมาอย่างดี เข้าใจและรู้หมดว่าตัวเองกำลังทำอะไร อย่างบางคนอายุแค่ 15 - 16 ปี ก็ขอเสริมหน้าอกแล้ว แต่ส่วนใหญ่จะนิยมเสริมหน้าอกให้ใหญ่ขึ้นแค่คัพเดียว ไม่ต้องการไซส์มโหฬาร การทำหน้าอกมีอยู่ด้วยกันหลายวิธีและหลายราคา สมัยก่อนเสริมหน้าอก เสียค่าใช้จ่าย 25,000 บาท แต่สมัยนี้ราคาพุ่งขึ้นเป็น 120,000 - 150,000 บาท ถ้าทำจมูกก็ตกราว 15,000 - 30,000 บาท จากสมัยก่อน ทำจมูกคิดแค่ 3,000 บาท
นอกจากจะฮิตการเสริมหน้าอกเพิ่มอึ๋มแล้ว คุณหมอยืนยันว่า เทรนด์การทำศัลยกรรมสไตล์เกาหลีก็มาแรงมาก วัยรุ่นไทยสมัยนี้ จะตัดรูปดาราเกาหลีมาให้หมอดูเป็นตัวอย่างว่า อยากได้ตาแบบนี้ จมูกแบบนี้ การทำศัลยกรรมสไตล์เกาหลี จะเน้นความเป็นธรรมชาติ มองด้วยตาเปล่าไม่รู้ว่าทำศัลยกรรม อย่างเช่น การทำตา จะเป็นตาสองชั้นทรงสระอิแบบเอเชีย หรือไม่ก็สองชั้นหางตาเตียวเสี้ยน มากกว่าจะเป็นตาสองชั้นใหญ่เป็นตากบดูลึกโบ๋แบบฝรั่ง ส่วนจมูก ก็นิยมแบบโด่งตรงและคม ไม่โด่งตั้งแบบฝรั่ง หรือเรียวแหลม บางคนยังเหลาคางให้เรียวลงด้วย แต่หมอจะไม่ค่อยแนะนำให้ทำ เพราะการเหลาคางเป็นเรื่องใหญ่มาก ต้องคุยกันให้เคลียร์ว่าอยากทำจริงๆ
ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หนุ่มไทยจำนวนไม่น้อย ยังมาหาหมอเพื่อทำอวัยวะเพศจากเล็กให้ใหญ่เบิ้มขึ้นด้วย... "การผ่าตัดขยายขนาดอวัยวะเพศชาย เสียค่าใช้จ่าย 100,000 - 200,000 บาท โดยเทคนิคการทำต้องเริ่มจากการยืดอวัยวะเพศชายให้ยาวขึ้นราว 1 นิ้ว จากนั้นใส่วงแหวนเพื่อเพิ่มรอบวงขนาดอวัยวะเพศให้ใหญ่ขึ้น แต่ต้องระวังอย่างมาก ห้ามตัดโดนเส้นประสาทเด็ดขาด เพราะจะทำให้ความรู้สึกไม่เหมือนเดิม"
ส่วนการทำศัลยกรรมแปลกๆ ที่ไม่ค่อยคุ้นเคยกัน คุณหมอปรีชาก็ได้แสดงฝีมือมาเยอะแล้วไม่ว่าจะเป็น การเสริมก้นให้อวบอิ่ม ทำโดยผ่าร่องก้นตรงกลาง แล้วสอดถุงซิลิโคนเข้าไปในแก้มก้นทั้ง 2 ข้าง สนนราคาอยู่ที่ 150,000 บาท อีกเคสที่น่าสนใจก็คือ การผ่าตัดแปลงเพศเปลี่ยนผู้หญิงเป็นผู้ชาย!! อันนี้นิยมทำในหมู่ทอมญี่ปุ่น เริ่มต้นคุณหมอจะให้คุยกับจิตแพทย์จนแน่ใจว่าอยากเป็นผู้ชายจริงๆ จากนั้นให้ฮอร์โมนเพศชายต่อเนื่องกัน 6 เดือน เพื่อปรับสภาพร่างกายให้พร้อม
เมื่อถึงเวลาผ่าตัด หมอจะเริ่มจากการตัดมดลูก, ตัดรังไข่ และปิดช่องคลอด แล้วจึงทำอวัยวะเพศชาย โดยใช้หนังและเส้นประสาทจากแขนคนไข้ หรือหน้าท้อง มาหุ้มซิลิโคนทำเป็นอวัยวะเพศชายและไข่ ผลที่ได้รับก็คือ ยืนปัสสาวะได้, มีอวัยวะเพศเหมือนกับจู๋ของเด็ก และสามารถร่วมเพศได้ แต่ไม่มีความรู้สึกเหมือนชายแท้ การผ่าตัดแบบนี้เสียค่าใช้จ่ายราว 300,000 บาท คนไข้ต้องทานฮอร์โมนเพศชายตลอดชีวิต
อย่างไรก็ดี คุณหมอปรีชากล่าวย้ำว่า การทำศัลยกรรมไม่มีอันตรายอย่างที่คิด ถ้าทำกับแพทย์ที่มีความชำนาญ และใช้ซิลิโคนแบบเพียวริไฟล์ สำหรับทางการแพทย์จริงๆ พักฟื้นแค่อาทิตย์เดียว ก็กลับไปทำงานได้ ส่วนที่มีข่าวจมูกเน่า หรือนมเน่า ส่วนใหญ่เกิดจากคลินิกเถื่อน ใช้ซิลิโคนผิดประเภท เช่น เอาซิลิโคนรถยนต์มาใส่ให้คนไข้ ถ้าอยากทำศัลยกรรม ต้องศึกษาข้อมูลให้ดีถึงผลดีผลเสีย เพราะการทำศัลยกรรมคือการผ่าตัด ไม่ใช่การเสริมสวย ยังไงก็มีความเสี่ยงในตัวเอง!!
***เอ... แล้วเพื่อนๆ ล่ะคะ สนใจอยากจะทำ "ศัลยกรรม" กันบ้างรึเปล่า? คิดดีๆ นะเจ้าคะ ^O^/ การศัลยกรรม เป็นเรื่องที่เสียงอยู่เหมือนกันนะ...สวยแบบธรรมชาติให้มาน่าจะดีกว่าเนอะ ^ ^
คำยืนยันจากศัลยแพทย์มือหนึ่งของเมืองไทย นพ.ปรีชา เตียวตรานนท์ หัวหน้าทีมศัลยแพทย์ตกแต่ง แผนกศัลยแพทย์ตกแต่ง โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ฉายให้เห็นแนวโน้มว่า สมัยก่อนการทำศัลยกรรมยังจำกัดอยู่ในกลุ่มแวดวงบันเทิง รวมถึงสาวประเภทสอง แต่ระยะหลังมานี้ ความนิยมในการทำศัลยกรรมเริ่มแพร่กระจายไปในกลุ่มสาวทำงาน มีจำนวนมากที่เก็บเงินเก็บทองมาทำตาสองชั้น, เสริมจมูก และที่น่าแปลกใจคือ ในระยะ 10 ปีมานี้ สาวไทยนิยมทำหน้าอกเพิ่มความอึ๋มกันเยอะขึ้นมาก จาก 0% พุ่งขึ้นเป็น 100% เพียงแต่ยังปกปิดเป็นความลับ เพราะถือเป็นจุดที่น่าอายที่สุด
ไม่เฉพาะแต่สาวทำงานเท่านั้น แม้แต่กลุ่มวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ก็หันมานิยมการทำศัลยกรรม!! คุณหมอปรีชา เล่าว่า ในช่วง 2-3 ปีนี้ มีเด็กวัยรุ่นมาทำศัลยกรรมกับหมอเยอะมาก แต่กลุ่มนี้จะค้นคว้าหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตมาอย่างดี เข้าใจและรู้หมดว่าตัวเองกำลังทำอะไร อย่างบางคนอายุแค่ 15 - 16 ปี ก็ขอเสริมหน้าอกแล้ว แต่ส่วนใหญ่จะนิยมเสริมหน้าอกให้ใหญ่ขึ้นแค่คัพเดียว ไม่ต้องการไซส์มโหฬาร การทำหน้าอกมีอยู่ด้วยกันหลายวิธีและหลายราคา สมัยก่อนเสริมหน้าอก เสียค่าใช้จ่าย 25,000 บาท แต่สมัยนี้ราคาพุ่งขึ้นเป็น 120,000 - 150,000 บาท ถ้าทำจมูกก็ตกราว 15,000 - 30,000 บาท จากสมัยก่อน ทำจมูกคิดแค่ 3,000 บาท
นอกจากจะฮิตการเสริมหน้าอกเพิ่มอึ๋มแล้ว คุณหมอยืนยันว่า เทรนด์การทำศัลยกรรมสไตล์เกาหลีก็มาแรงมาก วัยรุ่นไทยสมัยนี้ จะตัดรูปดาราเกาหลีมาให้หมอดูเป็นตัวอย่างว่า อยากได้ตาแบบนี้ จมูกแบบนี้ การทำศัลยกรรมสไตล์เกาหลี จะเน้นความเป็นธรรมชาติ มองด้วยตาเปล่าไม่รู้ว่าทำศัลยกรรม อย่างเช่น การทำตา จะเป็นตาสองชั้นทรงสระอิแบบเอเชีย หรือไม่ก็สองชั้นหางตาเตียวเสี้ยน มากกว่าจะเป็นตาสองชั้นใหญ่เป็นตากบดูลึกโบ๋แบบฝรั่ง ส่วนจมูก ก็นิยมแบบโด่งตรงและคม ไม่โด่งตั้งแบบฝรั่ง หรือเรียวแหลม บางคนยังเหลาคางให้เรียวลงด้วย แต่หมอจะไม่ค่อยแนะนำให้ทำ เพราะการเหลาคางเป็นเรื่องใหญ่มาก ต้องคุยกันให้เคลียร์ว่าอยากทำจริงๆ
ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หนุ่มไทยจำนวนไม่น้อย ยังมาหาหมอเพื่อทำอวัยวะเพศจากเล็กให้ใหญ่เบิ้มขึ้นด้วย... "การผ่าตัดขยายขนาดอวัยวะเพศชาย เสียค่าใช้จ่าย 100,000 - 200,000 บาท โดยเทคนิคการทำต้องเริ่มจากการยืดอวัยวะเพศชายให้ยาวขึ้นราว 1 นิ้ว จากนั้นใส่วงแหวนเพื่อเพิ่มรอบวงขนาดอวัยวะเพศให้ใหญ่ขึ้น แต่ต้องระวังอย่างมาก ห้ามตัดโดนเส้นประสาทเด็ดขาด เพราะจะทำให้ความรู้สึกไม่เหมือนเดิม"
ส่วนการทำศัลยกรรมแปลกๆ ที่ไม่ค่อยคุ้นเคยกัน คุณหมอปรีชาก็ได้แสดงฝีมือมาเยอะแล้วไม่ว่าจะเป็น การเสริมก้นให้อวบอิ่ม ทำโดยผ่าร่องก้นตรงกลาง แล้วสอดถุงซิลิโคนเข้าไปในแก้มก้นทั้ง 2 ข้าง สนนราคาอยู่ที่ 150,000 บาท อีกเคสที่น่าสนใจก็คือ การผ่าตัดแปลงเพศเปลี่ยนผู้หญิงเป็นผู้ชาย!! อันนี้นิยมทำในหมู่ทอมญี่ปุ่น เริ่มต้นคุณหมอจะให้คุยกับจิตแพทย์จนแน่ใจว่าอยากเป็นผู้ชายจริงๆ จากนั้นให้ฮอร์โมนเพศชายต่อเนื่องกัน 6 เดือน เพื่อปรับสภาพร่างกายให้พร้อม
เมื่อถึงเวลาผ่าตัด หมอจะเริ่มจากการตัดมดลูก, ตัดรังไข่ และปิดช่องคลอด แล้วจึงทำอวัยวะเพศชาย โดยใช้หนังและเส้นประสาทจากแขนคนไข้ หรือหน้าท้อง มาหุ้มซิลิโคนทำเป็นอวัยวะเพศชายและไข่ ผลที่ได้รับก็คือ ยืนปัสสาวะได้, มีอวัยวะเพศเหมือนกับจู๋ของเด็ก และสามารถร่วมเพศได้ แต่ไม่มีความรู้สึกเหมือนชายแท้ การผ่าตัดแบบนี้เสียค่าใช้จ่ายราว 300,000 บาท คนไข้ต้องทานฮอร์โมนเพศชายตลอดชีวิต
อย่างไรก็ดี คุณหมอปรีชากล่าวย้ำว่า การทำศัลยกรรมไม่มีอันตรายอย่างที่คิด ถ้าทำกับแพทย์ที่มีความชำนาญ และใช้ซิลิโคนแบบเพียวริไฟล์ สำหรับทางการแพทย์จริงๆ พักฟื้นแค่อาทิตย์เดียว ก็กลับไปทำงานได้ ส่วนที่มีข่าวจมูกเน่า หรือนมเน่า ส่วนใหญ่เกิดจากคลินิกเถื่อน ใช้ซิลิโคนผิดประเภท เช่น เอาซิลิโคนรถยนต์มาใส่ให้คนไข้ ถ้าอยากทำศัลยกรรม ต้องศึกษาข้อมูลให้ดีถึงผลดีผลเสีย เพราะการทำศัลยกรรมคือการผ่าตัด ไม่ใช่การเสริมสวย ยังไงก็มีความเสี่ยงในตัวเอง!!
***เอ... แล้วเพื่อนๆ ล่ะคะ สนใจอยากจะทำ "ศัลยกรรม" กันบ้างรึเปล่า? คิดดีๆ นะเจ้าคะ ^O^/ การศัลยกรรม เป็นเรื่องที่เสียงอยู่เหมือนกันนะ...สวยแบบธรรมชาติให้มาน่าจะดีกว่าเนอะ ^ ^
เค้าว่ากันว่า .....

+ + + เค้าว่ากันว่า.... อ่านหนังสือสักเล่มต้องใช้เวลา
เช่นเดียวกัน เราคงไม่รู้จักใครสักคนได้ดีตั้งแต่วันเรก
+ + + เค้าว่ากันว่า.... อย่าตัดสินหนังสือดีๆ แค่ปกมันสวย
เช่นเดียวกัน คนหน้าตาดี อาจจะไม่ใช่คนดีเสมอไป
+ + + เค้าว่ากันว่า.... คนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือเลย ก็ใช่ว่าจะมีหนังสือเล่มเรกในชีวิตที่ชอบไม่ได้
เช่นเดียวกัน คนที่เราไม่คิดจะอยากรู้จัก อาจจะเป็นคนที่ดีที่สุดในชีวิตของเราก็ได้
+ + + เค้าว่ากันว่า.... การชอบหนังสือสักเล่ม ไม่ได้หมายความว่า หนังสือเล่มนั้น เนื้อหาดีทุกหน้า
เช่นเดียวกัน การรู้สึกดีกับใครสักคน ไม่จำเป็นว่าเขาต้องไม่มีข้อเสียอะไรเลย
+ + + เค้าว่ากันว่า.... อย่ารู้สึกเสียดายเวลา กับการอ่านหนังสือบางเล่มจนจบ แล้วพบว่าเป็นหนังสือที่ไม่ชอบ
เช่นเดียวกัน จงรู้สึกดี กับการใช้เวลากับใครสักคนหนึ่งอย่างเต็มที่ แม้ว่าวันหนึ่งจะรู้ว่า!! เค้าคนนั้นไม่ใช่เลยสักนิด เพราะอย่าน้อย ต่อจากนี้ไป... เราจะได้เลือกทางที่ถูกและคนที่ใช่ซะที
เช่นเดียวกัน เราคงไม่รู้จักใครสักคนได้ดีตั้งแต่วันเรก
+ + + เค้าว่ากันว่า.... อย่าตัดสินหนังสือดีๆ แค่ปกมันสวย
เช่นเดียวกัน คนหน้าตาดี อาจจะไม่ใช่คนดีเสมอไป
+ + + เค้าว่ากันว่า.... คนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือเลย ก็ใช่ว่าจะมีหนังสือเล่มเรกในชีวิตที่ชอบไม่ได้
เช่นเดียวกัน คนที่เราไม่คิดจะอยากรู้จัก อาจจะเป็นคนที่ดีที่สุดในชีวิตของเราก็ได้
+ + + เค้าว่ากันว่า.... การชอบหนังสือสักเล่ม ไม่ได้หมายความว่า หนังสือเล่มนั้น เนื้อหาดีทุกหน้า
เช่นเดียวกัน การรู้สึกดีกับใครสักคน ไม่จำเป็นว่าเขาต้องไม่มีข้อเสียอะไรเลย
+ + + เค้าว่ากันว่า.... อย่ารู้สึกเสียดายเวลา กับการอ่านหนังสือบางเล่มจนจบ แล้วพบว่าเป็นหนังสือที่ไม่ชอบ
เช่นเดียวกัน จงรู้สึกดี กับการใช้เวลากับใครสักคนหนึ่งอย่างเต็มที่ แม้ว่าวันหนึ่งจะรู้ว่า!! เค้าคนนั้นไม่ใช่เลยสักนิด เพราะอย่าน้อย ต่อจากนี้ไป... เราจะได้เลือกทางที่ถูกและคนที่ใช่ซะที
มหัศจรรย์เกี่ยวกับความรักมี 6 แบบ
มหัศจรรย์เกี่ยวกับความรักมี 6 แบบ
1.คนที่ใช่ ไม่ได้มีเพียงคนเดียว : ถ้าคุณคิดว่าคุณทำคู่แท้หลุดมือไปแล้วล่ะก็ อย่าเสียใจไปเลย โลกนี้เต็มไปด้วย ผู้ชายที่มีแนวโน้มจะเป็นคนที่ใช่เยอะแยะ "เหตุผลที่ผู้หญิงมากมายทุกข์ใจ จากการเดท ก็เพราะพวกเธอเชื่อว่า โลกนี้มีผู้ชาย แค่คนเดียวที่ถูกสร้างมาเพื่อเธอ"2.รักแรกพบมีจริง : มันเป็นไปได้ ที่เราจะรักใครซักคน ที่เพิ่งเจอแค่แป๊ปเดียว "ทางชีวภาพสัตว์ต้องหาคู่ให้ได้ ก่อนฤดูผสมพันธุ์สิ้นสุด ก็เลยต้องถูกตาต้องใจกันอย่างเร็ว" ในเมื่อสมองเราก็ส่งสารแบบนั้น เราก็เลยสามารถตอบโต้ ตัวกระตุ้นอย่างความชอบ ภาษากายและความเข้ากันได้อย่างรวด เร็ว
3.อยู่ห่างๆ กันบ้างก็ดี : ในขณะที่คุณกำลังคลั่งรักหัวปักหัวปำ สิ่งที่คุณอยากทำก็คือเอาอกเอาใจเขา และอยากเกาะติดเขาแจได้ทั้งวันทั้งคืน "การอยู่ห่างกันทำให้สารเคมีแห่งความรัก อย่างโดพามีนและนอเรฟฟินเนฟฟิลในสมองเพิ่มผลผลิต"
4.ความรักไม่ใช่เรื่องของอารมณ์ : ความรักกระตุ้นสมองส่วนที่สัมพันธ์กับการจดจ่อไปที่แรงจูงใจ และแรงผลักดัน ซึ่งตรงข้ามกับสมองส่วนความรู้สึก เช่นความสุขหรือความเศร้า ตอนนี้เราก็รู้แล้วว่า ทำไมเราถึงว้าวุ่นใจเป็นพิเศษ สำหรับคนที่ทำให้ชีพจรเราเต้นรัว
5.ความรักเป็นสิ่งเสพติด: เมื่อเราดูรูปคนรักเก่า ส่วนของสมองที่เกี่ยวข้อง กับการเสพติดแอคทีฟเป็นพิเศษเลย โดพามีนถูกหลั่งออกมา แล้วเราก็รู้สึกเคลิบเคลิ้ม จิตใจหวั่นไหวล่องลอยอย่างแรง เหมือนใช้ยาเสพติดเลย นั่นคือสาเหตุที่เราโหยหาหวานใจเราไง
6.ผู้ชายรักง่ายกว่าผู้หญิง : เรามีแนวโน้มจะคิดว่าผู้หญิงรีบร้อนที่จะมีรัก แต่ความจริงผู้ชายเป็นอย่างนั้นมากกว่า "สมองผู้ชายติดตั้งสัญญาณเกี่ยวกับการมองเห็นมากกว่า" ดังนั้น เมื่อหนุ่มเห็นสาวที่ทำให้เครื่องเขาติด ก็จะมีแรงไปกระตุ้นสมองส่วนพิเศษที่มีเฉพาะในเพศชาย
20 สิ่งต้องทำ! ในหน้าหนาว

เตรียมผิวหน้าและผิวกายให้พร้อมสวยรับลมหนาวที่กำลังจะมาถึงกันเถอะ
1. เมื่ออากาศหนาวมาเยือน ความชื้นในอากาศจะลดลง ร่างกายจึงดึงน้ำมาใช้มากขึ้น ทำให้ผิวหนังเกิดอาการแห้งหรือแตกเป็นขุยได้ง่าย สิ่งแรกที่ต้องทำคือการดื่มน้ำเปล่า (ไม่เย็น) ให้เยอะขึ้น เพราะร่างกายจะดูดซึมน้ำเปล่าเข้าสู่เซลล์ได้รวดเร็วกว่าน้ำชนิดอื่น
2. หากผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าที่ใช้อยู่มีเนื้อบางเบาเหมาะสำหรับอากาศร้อน ขอให้เก็บเข้าตู้เย็นไปก่อน แล้วยอมลงทุนเพิ่มอีกหน่อย ซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเนื้อเข้มข้นหรือที่เป็น Oil Base มาใช้ พอหน้าหนาวผ่านไปค่อยหยิบของเดิมกลับมาใช้จะเวิร์คกว่า
3. ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าชนิดเซรั่มหรือเอสเซ้นซ์มาบำรุงผิวก่อนทามอยส์เจอไรเซอร์ นอกจากเนื้อบางเบาซึมเข้าสู่ชั้นผิวได้ง่ายแล้ว ยังช่วยเร่งการฟื้นฟูผิวให้ดีขึ้นด้วย
4. นวดหน้าอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งเพื่อช่วยกระตุ้นระบบหมุนเวียนโลหิตและน้ำมันใต้ผิวตามธรรมชาติให้หล่อเลี้ยงผิวดีขึ้น
5. ถ้าปกติแล้วขัดผิวกายสัปดาห์ละครั้ง ขอให้ยืดเวลาออกเป็น 2 – 3 สัปดาห์ต่อครั้ง เพื่อเก็บกักความชุ่มชื้นใต้ผิวไว้ และเลือกผลิตภัณฑ์สครับที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว โดยสังเกตง่ายๆ ว่าหลังใช้ผิวจะไม่แห้งตึง แต่ถ้ามีอาการผิวแตกเป็นขุย ขอให้หลีกเลี่ยงการขัดผิวไปก่อนจะดีกว่า
6. ถึงแม้อากาศจะหนาวแค่ไหน ก็ต้องข่มใจไว้ ไม่อาบน้ำที่ร้อนจัด (เกิน 34 องศาเซลเซียส) เพราะไขมันที่เคลือบตามผิวหนังจะถูกล้างออกไปได้มากกว่าปกติ
7. หลังอาบน้ำหรือล้างหน้า ใช้ผ้าขนหนูซับเบาๆ ไม่จำเป็นต้องให้แห้งสนิท ลูบไล้ผลิตภัณฑ์บำรุงแล้วปล่อยให้ซึมซาบเข้าสู่ผิว
8. ถ้าไม่ชอบทาครีมเพราะรู้สึกเหนียวเหนอะหนะ หลังอาบน้ำให้รีบชโลมออยล์ทั่วเรือนร่าง แล้วซับตัวด้วยผ้าขน หนูเบาๆ
9. หากอยากผ่อนคลาย แช่ตัวในน้ำอุ่น ให้แช่ได้ไม่เกิน 10 นาที แล้วอย่าลืมหยดออยล์หรือครีมน้ำนมลงในอ่างน้ำด้วย
10. เคล็ดลับฟื้นฟูผิวแห้งเป็นขุยเบื้องต้น ให้นำผ้าขนหนูหรือผ้าสำลีชุบนมรสจืดเย็นๆ มาวางบนผิวหนังส่วนที่แห้งหรือระคายเคือง ทิ้งไว้ 5 นาทีแล้วล้างออก กรดแล็กติกในนมจะลอกเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วออก และเติมความชุ่มชื้นให้ผิวหนัง
11. ในระหว่างวันให้ใช้สเปรย์น้ำแร่ฉีดพรมทั่วใบหน้า เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและเติมความรู้สึกสดชื่น
11. ในระหว่างวันให้ใช้สเปรย์น้ำแร่ฉีดพรมทั่วใบหน้า เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและเติมความรู้สึกสดชื่น
12. ช่วงนี้ควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกายที่ระบุไว้สำหรับผิวแห้งโดยเฉพาะ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทออยล์หรือเนื้อครีมเข้มข้นสูง (เนื้อบัตเตอร์) ส่วนเนื้อโลชั่นจะเหมาะกับช่วงหน้าร้อนมากกว่า
13. มาสก์หน้าสัปดาห์ละครั้ง โดยนำแผ่นมาสก์หน้าไปแช่ตู้เย็นก่อนใช้ นอกจากจะช่วยฟื้นฟูผิวแล้วยังช่วยกระชับรูขุมขนด้วย
14. สูตรมาสก์หน้าโฮมเมดทำเองง่ายๆ คือ อะโวคาโดบดครึ่งถ้วยผสมน้ำผึ้ง 1-4 ถ้วย จนเข้ากัน พอกทิ้งไว้ 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า น้ำมันจากอะโวคาโดจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว
15. ในตอนเช้าแค่ล้างหน้าด้วยน้ำเปล่าไม่จำเป็นต้องล้างด้วยสบู่ เพื่อรักษาน้ำมันเคลือบผิวตามธรรมชาติ
16. เปลี่ยนจากผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าเนื้อโฟม มาเป็นเนื้อครีมหรือออยล์จะเหมาะกับสภาพผิวมากกว่า
17. หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ผสมกรดต่างๆ เช่น AHA BHA เพราะผลิตภัณฑ์เหล่านี้ทำหน้าที่ผลัดเซลล์ผิว ทำให้ผิวแห้งมากขึ้นได้
18. พกลิปบาล์มติดกระเป๋าไว้เสมอ หากเนื้อลิปบาล์มบนริมฝีปากเริ่มแห้งเมื่อไรให้รีบหยิบมาทาทันที
19. ถึงแม้ช่วงฤดูหนาวจะไม่ค่อยมีแสงแดด สาวๆ ก็ยังต้องใช้ผลิตภัณฑ์ปกป้องผิวจากแสงแดดเหมือนในฤดูร้อนเพราะไม่ว่าเวลาไหน รังสียูวีก็ยังมีอยู่ทุกที่
20. ผิวบริเวณส้นเท้าจะแตกได้ง่ายขึ้น จึงควรใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเท้าลูบไล้ให้ทั่ว เน้นบริเวณส้นเท้าเป็นพิเศษ แล้วใช้แป้งเด็กทาบางๆ เพื่อดูดซับความมันก่อนสวมรองเท้าหุ้มส้น
เคล็ดลับ" ท่องเน็ตปลอดภัยอัตราผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในประเทศไทยในปัจจุบัน คาดว่ามีอยู่ประมาณ 15 ล้านคน บวกลบจากนี้นิดหน่อยทีนี้เมื่อ "โลกไซเบอร์" มีพลเมืองเข้าไปอยู่อาศัยเพิ่มมากขึ้น กลุ่มแก๊งมิจฉาชีพก็เลยสบช่อง ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการหา "เหยื่อ" เช่นกัน!เพื่อป้องกันตัวเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อโจรไฮเทค บล็อกข่าวเทคโนโลยีออนไลน์ "SWITCHED" จึงตีพิมพ์บทความเขียนข้อแนะนำเบื้องต้นในการป้องกันตัวไว้ ว่า
1. อย่าซื้อของจากเว็บไซต์ที่ไม่เป็นที่รู้จัก ไม่คุ้นเคย หรือแทบไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน
2. อย่าหลงเชื่อข้อมูลต่างๆ จาก "อีเมล์ลูกโซ่" ซึ่งฟังดูดีเกินกว่าจะเป็นจริง อาทิ "ด่วน คุณถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1!"
3. เวลาใช้อีเมล์ อย่าเปิดหรือกดดาวน์โหลดไฟล์จากคนไม่รู้จัก เพื่อป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์
4. อย่าคลิกดูโฆษณาขยะจำพวก "ป๊อปอัพ"
5. อย่าใช้เครื่องคอมพิวเตอร์สาธารณะทำธุรกรรมการเงินอิเล็ก ทรอนิกส์
6. เวลาไปใช้เครือข่ายอินเตอร์เน็ตไร้สายในที่สาธารณะ ถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์
7. หัดลองใช้เบราเซอร์ หรือโปรแกรมท่องอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีระบบรักษาความปลอดภัยดีๆ เช่น ไฟร์ฟ็อกซ์, โอเปร่า
8. หมั่นอัพเดตโปรแกรมป้องกันไวรัส-หนอนคอมพิวเตอร์
9. อย่าใช้ "รหัสลับ" เหมือนกันจนเปรอะไปทุกเว็บไซต์
10. อย่าโพสต์ หรือเขียนข้อมูลส่วนตัวลงไปในเว็บไซต์ต่างๆ รวมถึงเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์
11. เมื่อมีอีเมล์ส่งเข้ามาถึงอ้างว่า เว็บนั้นเว็บนี้มีการเปลี่ยนแปลง จึงอยากขอให้ช่วยส่งข้อมูลใหม่ไปให้ อย่ารีบร้อนกรอกข้อมูลส่วนตัวใดๆ ลงไป
เพราะอาจติดกับกลลวงประเภท "ฟิชชิ่งสแคม" โดยไม่รู้ตัว ทางที่ดี เมื่อมีข้อสงสัยให้หาเบอร์โทรศัพท์ไปสอบถามข้อมูลจากเจ้าของเว็บไซต์นั้นๆ ให้ชัดเจนเสียก่อน!
1. อย่าซื้อของจากเว็บไซต์ที่ไม่เป็นที่รู้จัก ไม่คุ้นเคย หรือแทบไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน
2. อย่าหลงเชื่อข้อมูลต่างๆ จาก "อีเมล์ลูกโซ่" ซึ่งฟังดูดีเกินกว่าจะเป็นจริง อาทิ "ด่วน คุณถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1!"
3. เวลาใช้อีเมล์ อย่าเปิดหรือกดดาวน์โหลดไฟล์จากคนไม่รู้จัก เพื่อป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์
4. อย่าคลิกดูโฆษณาขยะจำพวก "ป๊อปอัพ"
5. อย่าใช้เครื่องคอมพิวเตอร์สาธารณะทำธุรกรรมการเงินอิเล็ก ทรอนิกส์
6. เวลาไปใช้เครือข่ายอินเตอร์เน็ตไร้สายในที่สาธารณะ ถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์
7. หัดลองใช้เบราเซอร์ หรือโปรแกรมท่องอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีระบบรักษาความปลอดภัยดีๆ เช่น ไฟร์ฟ็อกซ์, โอเปร่า
8. หมั่นอัพเดตโปรแกรมป้องกันไวรัส-หนอนคอมพิวเตอร์
9. อย่าใช้ "รหัสลับ" เหมือนกันจนเปรอะไปทุกเว็บไซต์
10. อย่าโพสต์ หรือเขียนข้อมูลส่วนตัวลงไปในเว็บไซต์ต่างๆ รวมถึงเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์
11. เมื่อมีอีเมล์ส่งเข้ามาถึงอ้างว่า เว็บนั้นเว็บนี้มีการเปลี่ยนแปลง จึงอยากขอให้ช่วยส่งข้อมูลใหม่ไปให้ อย่ารีบร้อนกรอกข้อมูลส่วนตัวใดๆ ลงไป
เพราะอาจติดกับกลลวงประเภท "ฟิชชิ่งสแคม" โดยไม่รู้ตัว ทางที่ดี เมื่อมีข้อสงสัยให้หาเบอร์โทรศัพท์ไปสอบถามข้อมูลจากเจ้าของเว็บไซต์นั้นๆ ให้ชัดเจนเสียก่อน!
http://webboard.yenta4.com/uploads/2009/11/05/41561-attachment.jpgอันยองฮาเซโย....
เสียงใสบวกกับหน้าใสๆ ของสาวเกาหลีกล่าวทักทายต้อนรับอยู่ตรงทางเข้าพิพิธภัณฑ์เท็ดดี้แบร์ (Teddy Bear Museum) ทำให้อาการเหนื่อยหอบของคณะคลื่นแมกซ์ 103.0 แมกซิมั่มฮิตส์ ที่เดินขึ้นเขานัมซานมาที่หอคอยกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์เท็ดดี้แบร์เมื่อครู่หายเป็นปลิดทิ้ง
พิพิธภัณฑ์เท็ดดี้แบร์ ประเทศเกาหลีใต้ ที่เป็นจุดใหญ่ๆ มีอยู่ 4 แห่ง คือที่เกาะเจจู 2 แห่ง ที่เทือกเขาซอรัก จังหวัดคังวอน และที่โซล ทาวเวอร์ ไม่ว่าน้องหนูจะไปที่ไหนจะได้สัมผัสกับเจ้าหมีน้อยเท็ดดี้แบร์อย่างใกล้ชิดเหมือนกัน
ก่อนเข้าไปด้านในพิพิธภัณฑ์มารู้จักประวัติเท็ดดี้แบร์กันก่อน
มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับต้นกำเนิดของเท็ดดี้แบร์จาก 2 แหล่งคือ เยอร มนี และสหรัฐอเมริกา ในเวลาที่ใกล้เคียงกันคือ
ประมาณปีค.ศ.1902 เสียงใสบวกกับหน้าใสๆ ของสาวเกาหลีกล่าวทักทายต้อนรับอยู่ตรงทางเข้าพิพิธภัณฑ์เท็ดดี้แบร์ (Teddy Bear Museum) ทำให้อาการเหนื่อยหอบของคณะคลื่นแมกซ์ 103.0 แมกซิมั่มฮิตส์ ที่เดินขึ้นเขานัมซานมาที่หอคอยกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์เท็ดดี้แบร์เมื่อครู่หายเป็นปลิดทิ้ง
พิพิธภัณฑ์เท็ดดี้แบร์ ประเทศเกาหลีใต้ ที่เป็นจุดใหญ่ๆ มีอยู่ 4 แห่ง คือที่เกาะเจจู 2 แห่ง ที่เทือกเขาซอรัก จังหวัดคังวอน และที่โซล ทาวเวอร์ ไม่ว่าน้องหนูจะไปที่ไหนจะได้สัมผัสกับเจ้าหมีน้อยเท็ดดี้แบร์อย่างใกล้ชิดเหมือนกัน
ก่อนเข้าไปด้านในพิพิธภัณฑ์มารู้จักประวัติเท็ดดี้แบร์กันก่อน
มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับต้นกำเนิดของเท็ดดี้แบร์จาก 2 แหล่งคือ เยอร มนี และสหรัฐอเมริกา ในเวลาที่ใกล้เคียงกันคือ
เรื่องเล่าของเยอรมนี
ที่เยอรมนี ปีค.ศ.1902 ริชาร์ด สไตฟ์ นักออกแบบของเล่นในโรงงานของครอบครัวเขาเอง เดินทางไปดูการแสดงละครสัตว์ที่สหรัฐอเมริกา แล้วเขาก็ได้ไอเดีย เอาหมีในคณะละครสัตว์มาเป็นแบบผลิตตุ๊กตาหมี ตุ๊กตาหมีที่เขาออกแบบจะมีข้อต่อตามจุดต่างๆ ได้แก่ คอ แขน และขา ทำให้เปลี่ยนอิริยาบถได้ ต่างจากตุ๊กตาหมีที่มีอยู่ในขณะนั้น
ริชาร์ด สไตฟ์ นำตุ๊กตาหมีที่เขาออกแบบไปแสดงในงานแสดงสินค้าแต่เขากลับต้องผิดหวังที่ไม่มีคนสนใจตุ๊กตาหมีของเขาเลย
จนวันสุดท้าย ขณะที่เขากำลังเก็บของ ชาวอเมริกันคนหนึ่งเดินเข้ามาดูตุ๊กตาหมีของเขาและสั่งซื้อจำนวนมาก ทำให้ตุ๊กตาหมีของเขาแพร่หลายไปยังประเทศอื่นๆ
เรื่องเล่าอเมริกา
ในปีค.ศ.1902 ที่อเมริกา ประธานาธิบดี ธีโอดอร์ รูสเวลต์ เดินทางไปที่มิสซิสซิปปี้เพื่อเจรจายุติกรณีพิพาทเกี่ยวกับอาณาเขต ในวันหนึ่งท่านได้ออกไปล่าสัตว์ หลายชั่วโมงผ่านไปท่านก็ยังล่าสัตว์ไม่ได้สักตัว
องครักษ์ของท่านที่ตามไปด้วยพบลูกหมีตัวหนึ่งพลัดหลงมา จึงจับลูกหมีตัวนั้นผูกต้นไม้ไว้ และตามประธานาธิบดีมาดูเพื่อมอบให้ แต่ประธานาธิบดีกลับปล่อยลูกหมีให้เป็นอิสระ
ข่าวของประธานาธิบดีปล่อยลูกหมีดังไปทั่ว คลิฟฟอร์ด เบอร์รี่แมน นักเขียนการ์ตูนของหนังสือพิมพ์การเมือง ยังนำไปเขียนลงในหนังสือพิมพ์ ซึ่งจุดประกายให้ มอร์ริส มิชทอม ออกแบบและผลิตตุ๊กตาหมีนำมาวางจำหน่ายที่ร้านของเขาเอง
ปรากฏว่าตุ๊กตาขายดีตั้งโชว์ที่หน้าร้านพร้อมภาพการ์ตูนที่เขียนโดย คลิฟฟอร์ด เบอร์รี่แมน และป้ายข้อความว่า Teddy"s Bear ตุ๊กตาหมีขายดี
จากนั้นเพียงปีเดียว มอร์ริส มิชทอม ได้ปิดร้านและจัดตั้งบริษัท Ideal Novelty and Toy ขึ้น เพื่อรองรับธุรกิจนี้ ซึ่งเป็นบริษัทหนึ่งที่ติดอันดับยักษ์ใหญ่ทางด้านของเล่นของโลกในปัจจุบัน
รู้จักประวัติกันแล้วก็ถึงเวลาเข้าไปดูด้านในกันละทีนี้
จากทางเดินด้านนอกเข้าไป แสงที่สว่างเริ่มสลัวลงเรื่อยๆ เพื่อให้เห็นบรรยากาศการตกแต่งพิพิธภัณฑ์ได้ชัดเจน มีการนำเท็ดดี้แบร์ตัวน้อยมาจัดโชว์เป็นโซน บอกเล่าความเป็นมาของคนเกาหลีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผ่านเจ้าหมีตัวน้อย อาทิ เท็ดดี้แบร์สวมชุดกษัตริย์ราชวงศ์โชซอน หรือจะเป็นเจ้าหมีร่วมงานพิธีกรรมต่างๆ งานเลี้ยงงานแต่ง วิถีชีวิตของชาวเกาหลี และหลากหลายอิริยาบถที่ถ่ายทอดผ่านตุ๊กตาเท็ดดี้แบร์
รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในกรุงโซล เจ้าหมีน้อยก็เหมือนเป็นไกด์นำเที่ยวไปในตัว ทั้งคลองชองเกชอน อินซาดง เมียงดง หรือทง แดมุน
ที่โดนใจวัยโจ๋หน่อยเห็นจะเป็นโซนเจ้าหมีน้อยบี-บอย อ๊ะ! ต้องเรียก "บี-แบร์" สินะ
ส่วนแฟนๆ แดจังกึม คงจะถูกใจโซนในวัง ที่มีเรื่องราวของอาหาร และมีหมีน้อยที่ใส่ชุดซังกุงยืนดุนางกำนัลที่ทำอาหารหก ขณะที่หมีนางกำนัลอีกตัวกำลังกวาดพื้น ย้อนให้นึกถึง ซีรีส์เกาหลีแดจังกึมที่ฟีเวอร์ในเมืองไทยช่วงก่อนหน้านี้
เอาเป็นว่าใครผ่านมาโซนนี้เป็นต้องหยุดดูแล้วอมยิ้มทุกรายในความน่ารักของ "แบร์จังกึม"
งานนี้ต้องขอบคุณไกด์ "เก่ง วีรพงษ์" แห่ง เคทีซีซี ที่อธิบายในแต่ละโซน จนได้รับรู้ประวัติ วัฒนธรรม การดำเนินชีวิตของชาวเกาหลี ผ่านเจ้าหมีเท็ดดี้ได้อย่างละเอียดยิบ
ระหว่างทางเดินแต่ละโซนจะมีเจ้าหมีตัวเบิ้มยืนเป็นคู่ ใครอดใจในความน่ารักไว้ไม่ไหวจะเข้าไปกอดรัดฟัดเหวี่ยงด้วยความมันเขี้ยวก็ไม่ว่ากัน แล้วตบท้ายด้วยถ่ายรูปคู่
ที่เป็นดาราหน้ากล้องมากที่สุดก็หมีคู่รักที่แต่งตัวเป็น "เจ้าหญิงวุ่นวายกับเจ้าชายเย็นชา" ซีรีส์ฮิตในเมืองไทย (อีกแล้ว)
กำลังเพลินใกล้ถึงทางออกแล้ว แต่ก็ยังส่งท้ายด้วยประวัติเจ้าหมีบนผนังทางเดินออกทั้งสองด้าน
เป็นแอนิเมชั่นน่ารักๆ ปิดท้าย เรียกรอยยิ้มจากเทดดี้แบร์แฟนคลับ ตั้งแต่ทางเข้าจนถึงทางออก...
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





















