วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553

วัยรุ่น

คุณพ่อคุณแม่หลายคนไม่ทราบว่าจะปฏิบัติตนอย่างไรดีกับลูกที่กำลังเป็นวัยรุ่น


ข้อแนะนำสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกที่กำลังเป็นวัยรุ่น

1. พยายามหาความรู้ เกี่ยวกับวัยรุ่น โดย การอ่านหนังสือ เข้าฟังการอบรมสัมมนาปัญหาวัยรุ่น คุยกับเพื่อนที่มีลูกเป็นวัยรุ่น ฯลฯ ซึ่งจะช่วยให้คุณเข้าใจ และผ่อนคลายความกังวล ที่คุณมีต่อลูกของคุณลงได้บ้าง พยายามเข้าใจ และทำใจเมื่อลูกแสดงอารมณ์ที่แปรปรวนบ้าง และพยายามรักษาความสัมพันธ์ที่ดี กับลูกไว้ เพื่อจะได้เป็นหลักให้ลูกวัยรุ่นของคุณได้ ในเรื่องอื่นๆที่สำคัญกว่า
2. พยายามให้เวลา และพูดคุยกับลูกเสมอๆ และควรทำตั้งแต่ก่อนที่ลูก จะเข้าสู่ระยะวัยรุ่น ก่อนที่การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของร่างกายจะเริ่มปรากฏชัด เช่น ควรพูดคุยกับลูกสาว เรื่องประจำเดือน ก่อนที่เขาจะมีประจำเดือน หรือพูดคุยกับลูกชาย เรื่องการฝันเปียก การแข็งตัวของอวัยวะเพศ ฯลฯ ก่อนที่เขาจะเกิดปัญหาขึ้น ถ้าคุณรอหรือไม่กล้าพูดเรื่องเหล่านี้กับลูก อาจจะสายไป เมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้ว หรือลูกอาจจะได้ข้อมูลต่างๆ ที่ไม่ถูกต้องจากเพื่อนหรือคนอื่นๆ ซึ่งอาจจะก่อให้เกิด ความเข้าใจที่ผิดๆได้ แต่ควรเริ่มพูดอย่างเป็นกลางๆ ด้วยเรื่องธรรมดาๆ ก่อน เช่น การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ในช่วงวัยรุ่น และความแตกต่างของการเป็นหญิง หรือชาย ฯลฯ
พยายามอย่ายัดเยียด ความรู้ต่างๆ อย่างละเอียดในคราวเดียว แต่ควรจะค่อยๆพูดคุยเรื่องเหล่านี้ กับลูกในวาระต่างๆ กันเป็นครั้งคราวไปเรื่อยๆ การพูดคุยให้ลูกทราบว่า คุณเองก็เคยผ่านขั้นตอน การเป็นวัยรุ่นเหมือนกัน และเล่าประสบการณ์ของคุณ ให้เขาฟังบ้าง จะช่วยให้เขาสบายใจขึ้นได้ และทำให้เขารู้สึกว่า คุณสามารถเป็นที่ปรึกษา และยินดีรับฟังปัญหาของเขาเสมอ และพร้อมที่จะเข้าใจเขา ซึ่งจะทำให้เขาและคุณ สามารถปรับตัวผ่านระยะของวัยรุ่นต่างๆ ไปด้วยกัน
3. ลองเอาใจเขา มาใส่ใจเรา บางครั้งวัยรุ่น จะมีอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ดูเป็นคนใจร้อน และเปลี่ยนใจง่าย ไม่ชอบทำอะไรที่ชักช้า และกลัวจะ ไม่ “เซอร์” และบางครั้ง พูดจาฟังไม่เข้าหู ซึ่งเราก็ควรเข้าใจ และสามารถบอกเขาได้ว่าคุณพ่อคุณแม่รู้สึกไม่เห็นด้วย กับพฤติกรรมอย่างนั้นๆ ของเขา ให้เขาทราบว่าคุณไม่ชอบหรือไม่เห็นด้วยในสิ่งที่เขาทำเพราะอะไร และจะมีวิธีอื่นให้เขาลองดู เพื่อปรับตัวได้อย่างไร และที่บอกนี้ก็เพราะรัก และห่วงใยเขา ไม่ใช่เพราะเราไม่รักเขา ไม่ชอบเขา
ซึ่งบางครั้งวัยรุ่น ก็จะยังทำท่าฮึดฮัด ไม่ยอมฟังคุณอยู่ดี แต่ขอให้ใช้ความใจเย็น และดูจังหวะที่จะพูดเรื่องเหล่านี้กับเขา ซึ่งถ้าเราหนักแน่นพอ และไม่ได้ไปชวนทะเลาะด้วย ก็จะทำให้ลูกได้ เรียนรู้แง่คิด และมุมมองของคุณ ที่กว้างออกไป และในทางกลับกัน คุณเองก็ควรรับฟัง มุมมอง และแง่คิดของเขาดูบ้าง พยายามเปิดใจให้กว้าง แล้วคุณก็จะได้รู้จักลูกของคุณเองได้ดีขึ้น ในกรณีที่มีเรื่องชวนปวดหัว จากลูกวัยรุ่นของคุณหลายๆ เรื่องด้วยกัน คุณควรจะพิจารณาเลือกเรื่องที่สำคัญที่ควรพูดก่อน มาพูดคุยกับลูก อย่าพยายามพูดบ่นไปทุกเรื่อง จะทำให้เขาไม่ยอมรับฟังคุณ ในบางครั้ง ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่มีความสำคัญมากนัก และคุณพอยอมรับได้ เช่น การทำผม การแต่งตัว ซึ่งบางครั้งจะดูเป็นวัยรุ่นมากไป ถ้ามองผ่านไปได้ ก็ควรจะปล่อยไปบ้าง ลองคิดถึง ตอนที่คุณเองยังเป็นวัยรุ่น ที่ตอนนั้นอาจมีแฟชั่นกางเกงขาบาน หรือนุ่งกระโปรงมินิสเกริต์อยู่ เพราะเรื่องเหล่านี้จะฮิตอยู่ไม่นาน สักพักก็จะหมดสมัยไปเอง และส่วนใหญ่เมื่อวัยรุ่นได้ลองทำดูแล้ว ถ้าเขารู้สึกว่าไม่เหมาะกับเขา เมื่อเขามีวุฒิภาวะมากขึ้น เขาก็จะเลิกไปเอง แต่ถ้าเป็นสิ่งที่เป็นอันตรายกับลูก เช่น เรื่องการลองยาเสพติด หรือเรื่องพฤติกรรมทางเพศ หรือการชกต่อยทะเลาะวิวาท คุณควรต้องรีบเอาใจใส่ และหาทางแก้ปัญหาโดยเร็ว อย่าปล่อยไว้ จนลุกลามจนสายเกินแก้
4. พยายามรู้จักเพื่อนๆ ของลูก และถ้าเป็นไปได้ ควรรู้จักกับคุณพ่อคุณแม่ ของเพื่อนลูกด้วย จะช่วยให้คุณแลกเปลี่ยนความเห็น และช่วยเหลือกันได้ ในกรณีที่มีปัญหากับวัยรุ่น คุณอาจจะใช้วิธีจัดงานวันเกิด หรือไปร่วมงานของโรงเรียน ที่จัดขึ้น เพื่อจะได้พบปะกันบ้าง และในหลายต่อหลายครั้ง อาจช่วยดูแลลูก และเพื่อนลูกในการรับส่ง เรื่องเรียนพิเศษ หรือซื้อใบสมัครเรียน ซื้อของใช้กิจกรรมของโรงเรียน ฯลฯ ก็จะทำให้คุณได้ช่วยกัน ทำให้สภาพแวดล้อมของลูก ปลอดภัยสำหรับทุกคนได้
5. คอยสังเกตสัญญาณเตือนภัยอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับลูก แม้ว่าวัยรุ่นจะมีการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรม หรือการปฏิบัติตัวบ้าง แต่ก็มักจะไม่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จนผิดปกติ ดังนั้นถ้าคุณสังเกตเห็นสัญญาณเตือนภัยเหล่านี้ ในลูกวัยรุ่นของคุณ คุณควรจะปรึกษาแพทย์ สัญญาณเหล่านี้ได้แก่
5.1 น้ำหนักเพิ่มขึ้น หรือลดลงอย่างมาก 5.2 ปัญหาในการนอน เช่น นอนไม่หลับ หรือนอนทั้งวัน 5.3 มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เช่น เอะอะก้าวร้าวทำร้ายคน ทั้งๆที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หรือเดิมเป็นคนร่าเริง กลับซึมเศร้าเก็บตัวอยู่แต่ในห้องไม่ยอมออกมาพบผู้คน 5.4 อยู่ๆ เปลี่ยนกลุ่มเพื่อน 5.5 ขาดเรียนบ่อยๆ 5.6 คะแนนการเรียนลดลงอย่างมาก 5.7 พูด บางครั้งดูเหมือนพูดเล่น หรือบ่นบ่อยๆว่า ไม่อยากมีชีวิตอยู่ อยากตายหรือ คิดฆ่าตัวตาย 5.8 มีอาการของคนติดยา อาจดูเหมือนธรรมดาก่อน เช่นติดบุหรี่ ติดเหล้า หรือเริ่มทานยาแปลกๆ 5.9 มีปัญหาผิดกฎ แหกกฎ อยู่เรื่อยๆ ชอบทำอะไรที่ท้าทายมากๆและผิดกฎหมาย เช่น ขโมยของในห้าง เพราะตื่นเต้นดี , ลอกข้อสอบ หรือ ชกต่อยกับเพื่อน ฯลฯ
ปัญหาพฤติกรรมเหล่านี้ ถ้าเป็นเพียงบางครั้ง และเพิ่งเริ่มเป็น ยังอาจถือเป็นปกติตามประสาวัยรุ่นที่อยากลอง แต่ถ้าดูจะเกิดขึ้นซ้ำๆ หรือเป็นนานมากกว่า 6 สัปดาห์ หรือพบว่าความรุนแรงของปัญหาค่อนข้างมาก เช่น ลูกเป็นเด็กที่มักจะสอบได้ A หรือ B แต่คราวนี้ได้ F หรือ D คุณยิ่งควรรีบพาลูก ไปปรึกษาแพทย์ หรือนักจิตวิทยาบำบัด เพื่อจะได้ช่วยเหลือเด็กต่อไป

6. ให้ความเคารพความเป็นส่วนตัว และสิทธิของวัยรุ่น คุณควรจะให้เขามีความเป็นส่วนตัว และ ไม่เข้าไปก้าวก่ายเขาในทุกเรื่อง ไม่ควรจะไปค้นห้อง หรือโต๊ะของเขาหรือแอบอ่านบันทึกของเขา เพราะถ้าเขารู้ ก็จะโกรธมาก จนอาจจะไม่ยอมรับฟังอะไรจากคุณอีก ดังนั้นถ้าคุณจะคอยสอดส่องลูก ก็ทำได้ แต่ควรให้ความเคารพ ในความเป็นส่วนตัวของเขาด้วย
7. การตั้งกฏเกณฑ์ต่างๆ กับเขาควรให้เหมาะสมกับเขา ที่ปฏิบัติได้ และไม่เข้มงวดจนเกินไป และใช้เหตุผลในการพิจารณา เช่น จะให้ลูกวัยรุ่นเข้านอนแต่หัวค่ำ หรือ จะห้ามไม่ให้ดูทีวีเลย หรือ ห้ามใช้โทรศัพท์คุยกับเพื่อนนั้น แน่นอนว่า ลูกจะไม่รับฟัง หรือไม่ยอมปฎิบัติตาม จึงควรมีการผ่อนปรนบ้าง และไม่ควรหยุมหยิมเกินไปนัก